ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่หลายๆ อย่างในร่างกาย เช่น ย่อยและเปลี่ยนแปลงสารอาหาร กำจัดสารพิษและของเสีย เก็บสะสมวิตามิน ไขมันและไกลโคเจน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย นอกจากนี้ยังมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องภูมิคุ้มกันของร่างกายและการแข็งตัว ของเลือดอีกด้วย ดังนั้นหากมีการผิดปกติขึ้นกับตับอย่างมาก การทำหน้าที่ต่างๆ เหล่านี้ก็จะสูญเสียไป ซึ่งจะแสดงอาการให้เจ้าของเห็น โดยอาการที่พบมักเป็นอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น ซึม เบื่ออาหาร ดังนั้นการสังเกตจากอาการเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถวินิจฉัยความผิดปกติ ของตับได้ ดังนั้นหากสัตว์เลี้ยงของท่านมีอาการที่น่าสงสัย เช่น ดื่มน้ำมากและปัสสวะบ่อย หรืออาเจียน ท้องเสีย ควรรีบพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์ทันที เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้อย่างดี ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงสามารถแก้ไขได้หากได้รับการรักษาและการจัดการที่ถูกต้อง
การตรวจวินิจฉัย
เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่มีความหลากหลายทั้งทางสรีรวิทยาและกายวิภาค จึงไม่มีการทดสอบอย่างใดอย่างหนึ่งที่สามารถวินิจฉัยโรคตับและหาสาเหตุของ โรคได้ ดังนั้นการวินิจฉัยโรคจึงจำเป็นต้องใช้การทดสอบหลายๆอย่างร่วมกับอาการที่ สัตว์แสดงออก การตรวจทางห้องปฎิบัติการเป็นสิ่งที่สำคัญในการตรวจหาความผิดปกติของตับ โดยมีดังนี้
1. การตรวจวัดค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)
2. การตรวจวัดค่าตับทางชีวเคมีโลหิต
• ALT, AST เป็นเอนไซม์ที่พบได้ในเซลล์ตับ การพบเอนไซม์สองตัวนี้สูงขึ้นจึงอาจบ่งบอกถึงภาวะที่เซลล์ตับถูกทำลาย โดย ALT เป็นเอนไซม์ที่มีความจำเพาะเจาะจงกับการบาดเจ็บของเซลล์ตับมากกว่า AST เนื่องจาก AST ยังพบได้ที่เซลล์กล้ามเนื้อและเม็ดเลือดแดง AST ที่เพิ่มสูงขึ้นจึงอาจเกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้ อย่างไรก็ตาม โรคหลายๆ โรคที่ส่งผลกระทบต่อตับ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ก็มีส่วนทำให้ ALT สูงขึ้น ดังนั้นการพบ ALT ในเลือดสูงก็มิได้บ่งบอกถึงโรคตับโดยตรง
• AP, GGT เป็นเอนไซม์ที่ปกติพบได้น้อยในเซลล์ตับ แต่เซลล์ตับจะสร้างเอนไซม์นี้เพิ่มขึ้นเมื่อเมื่อได้รับการกระตุ้น โดยเฉพาะจากการคั่งของน้ำดี อย่างไรก็ตาม AP ยังผลิตได้จากกระดูก ลำไส้ ไตและรกได้ด้วย หากสัตว์มีเนื้องอกของกระดูกหรือลำไส้อักเสบก็สามารถพบ AP สูงขึ้นได้เช่นเดียวกัน ส่วน GGT สามารถสูงขึ้นได้จากการเหนี่ยวนำของยาบางชนิด เช่น Steroid
3. การตรวจวัดการทำงานของตับ
• Albumin เป็นโปรตีนในเลือดที่สร้างจากตับเป็นหลัก ดังนั้นหากพบว่า Albumin ต่ำ ก็อาจบ่งบอกถึงปัญหาตับได้
• Serum Urea Nitrogen เป็นของเสียที่เหลือจากการสลายโปรตีนโดยตับ ในสัตว์ที่กินอาหารโปรตีนอย่างเพียงพอแต่มี Serum Urea Nitrogen ต่ำ มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นโรคตับ
• Bilirubin ตับทำหน้าที่ในการเปลี่ยนแปลงและกำจัด Bilirubin ออกจากเลือด การพบ Bilirubin สูงขึ้นอาจเกิดจากมีการทำลายของเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติหรือมีความผิดปกติของตับหรือการไหลของน้ำดีทำให้ไม่สามารถกำจัด Bilirubin ออกได้ นอกจากนี้ Bilirubin สามารถสะสมในเนื้อเยื่อทำให้เห็นว่าสัตว์มีอาการตัวเหลือง หรือที่เรียกว่า ดีซ่าน
• Serum Bile Acid ตับทำหน้าที่ในการผลิตน้ำดีเพื่อช่วยในการย่อยไขมัน น้ำดีในทางเดินอาหารจะถูกดูดกลับเข้าสู่กระแสเลือดเป็นส่วนใหญ่และกลับเข้าสู่ตับ เพื่อหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ เมื่อมีความผิดปกติที่ตับในการดูดกลับน้ำดี การอุดตันของท่อน้ำดี หรือระบบการไหลเวียนโลหิตระหว่างตับและทางเดินอาหารผิดปกติ
4. การตรวจปัสสาวะ สัตว์ที่เป็นโรคตับอาจจะพบ Bilirubin ในปัสสาวะหรือปัสสาวะมีค่าความถ่วงจำเพาะน้อยผิดปกติ
5. การตรวจน้ำในช่องท้อง กรณีที่สัตว์มีภาวะท้องมาน จะช่วยในการตัดสาเหตุของท้องมานที่ไม่ได้เกิดจากโรคตับออกไปได้ เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว และช่วยบอกตำแหน่งของตับที่เกิดความผิดปกติขึ้น
6. การตรวจการแข็งตัวของเลือด
7. การถ่ายภาพรังสีวิทยา (X-Ray) อาจจะเห็นว่าตับมีขนาดใหญ่ขึ้น
8. การอัลตราซาวด์ จะเห็นว่าเนื้อตับมีลักษณะผิดปกติได้
9. การตัดเนื้อตับเพื่อตรวจทางจุลพยาธิวิทยา
อาการ
สัตว์ป่วยมักมีอาการเบื่ออาหาร ซึม น้ำหนักลด บางตัวอาจมีอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ท้องกาง ตัวเหลือง มีอาการทางประสาท ดื่มน้ำและปัสสาวะมากผิดปกติ และการแข็งตัวของเลือดผิดปกติร่วมด้วย
การรักษา
การรักษาสัตว์ป่วยที่เป็นโรคตับมักเป็นการรักษาแบบพยุงอาการ ร่วมกับการปรับเปลี่ยนอาหารเป็นอาหารที่ย่อยง่าย มีโปรตีนคุณภาพสูงเป็นส่วนประกอบและปริมาณโปรตีนไม่มากจนเกินไป เพื่อลดภาระการทำงานของตับ ร่วมกับการให้ยาลดการเกิดผังผืดในตับและยาบำรุงตับต่างๆ
1. Hepatic Lipidosis
Hepatic Lipidosis คือภาวะที่มีการสะสมของไขมันในตับมากจนเกินไป จนทำให้ตับทำงานได้ลดลง เป็นโรคตับที่พบได้บ่อยที่สุดในแมว ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากการที่แมวได้รับโปรตีนไม่เพียงพอกับความต้องการของร่าง กาย หรือเกิดตามมาจากโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ เนื้องอก ตับอ่อนอักเสบ ไตวาย เป็นต้น โดยแมวที่มีความเสี่ยงมักจะเป็นแมวอ้วนที่เครียดหรือป่วยจนทำให้เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว วิธีการวินิจฉัยโรคนี้ให้แน่นอนที่สุดคือการตรวจทางเซลล์วิทยาหรือจุลพยาธิ วิทยาของเนื้อตับ
การรักษาทำได้โดยการเสริมอาหารให้เพียงพอ ร่วมกับการกำจัดโรคที่เป็นสาเหตุหลักของการป่วยและรักษาตามอาการ อาจให้ยากระตุ้นความอยากอาหารหรือให้อาหารเหลวผ่านท่อในกรณีที่แมวไม่ยอมกิน อาหาร ให้ยายับยั้งการอาเจียนในกรณีที่แมวอาเจียน เสริมฟอสฟอรัสและโปแตสเซียมเมื่อแมวขาด และเมื่อหายดีแล้ว ควรควบคุมน้ำหนักของแมวเนื่องจากความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการ เกิดโรคนี้
2. Hepatic Encephalopathy
Hepatic Encephalopathy เป็นความผิดปกติของสมองที่เกิดเนื่องจากมีการสะสมของของเสียในเลือดมากจน ผ่านเข้าสู่สมอง ซึ่งตามปกติแล้วของเสียและสารพิษจะถูกทำลายที่ตับ แต่เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดโดยเส้นเลือดที่รับเลือดจากทางเดินอาหารไหลข้ามตับ ไปแทนที่จะเข้าสู่ตับตามปกติ แล้วเข้าสู่เส้นเลือดที่นำเลือดเข้าหัวใจเลย หรือมีความผิดปกติที่ตับจนทำให้เลือดไหลเข้าสู่ตับได้ลดลง สารพิษเหล่านี้ก็จะสะสมจนทำให้สุนัขและแมวแสดงอาการทางประสาท เช่น ชัก เดินโซเซ ผิดปกติเรื่องการมองเห็น ซึ่งอาการเหล่านี้จะเห็นได้ชัดเจนหลังจากที่สัตว์กินอาหารเข้าไป อาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น ชอบกินผลไม้และผัก กินน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย เป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะ โตช้า หรือใช้เวลานานผิดปกติในการฟื้นจากยาสลบ
การวินิจฉัยนอกเหนือจากการตรวจร่างกาย ตรวจเลือดและเอกซเรย์แล้ว สัตวแพทย์จะทำการยืนยันโรคด้วยการฉีดสารทึบรังสีเข้าสู่เส้นเลือดเพื่อดู ความผิดปกติที่เกิดขึ้น การรักษาที่ดีที่สุดทำได้โดยการผ่าตัดแก้ไขเส้นเลือดที่ผิดปกติ และแนะนำให้เจ้าของให้อาหารคาร์โบไฮเดรตสูง และจำกัดปริมาณโปรตีนในอาหาร เสริมวิตามินและแร่ธาตุให้เพียงพอ ร่วมกับกินยาระบายเพื่อลดปริมาณแอมโมเนียซึ่งเป็นสารพิษที่สร้างจาก แบคทีเรียในทางเดินอาหาร หรืออาจให้ยาปฏิชีวนะเพื่อควบคุมปริมาณแบคทีเรียให้ไม่มากเกินไป
3. Copper storage hepatopathy
เป็นโรคทางพันธุกรรมของสุนัข พบมากในสุนัขพันธุ์ Bedlington Terrier, West Highland White Terrier, Doberman Pinscher, Dalmatian, Labrador Retriever โดยพบว่าตับมีความผิดปกติในการเมแทบบอลึซึมธาตุทองแดง ทำให้ตับสะสมธาตุทองแดงมากเกินไป จนเกิดตับอักเสบและตับแข็งได้ นอกจากนี้สุนัขที่ได้รับอาหารที่มีธาตุทองแดงมากเกินไปหรืออยู่ในภาวะเครียด ก็อาจจะทำให้สุนัขแสดงอาการของโรคอย่างเฉียบพลันได้
การวินิจฉัยโรคนี้ทำได้โดยการตัดเนื้อตับเพื่อตรวจปริมาณธาตุทองแดงที่สะสมอยู่ในตับ
ในกรณีที่สุนัขเกิดภาวะไตวายแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับสารน้ำเพื่อแก้ไขความไม่สมดุลของอิเล คโตรไลท์ในร่างกาย อาหารที่ให้ควรเป็นอาหารที่มีธาตุทองแดงต่ำ เช่น อาหารทำเองที่ไม่มีเครื่องในสัตว์ แต่อาหารสัตว์ที่มีขายกันทั่วไปมักมีปริมาณธาตุทองแดงสูง การหลีกเลี่ยงจึงอาจทำได้ยาก จึงอาจใช้ร่วมกับตัวจับธาตุทองแดงในอาหารก็ได้
สพ.ญ. สถิตภัค นันทสันติ
เรียบเรียง
|