โรคไต (Renal Disease)

    ไตเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายที่ทำหน้าที่ในการกำจัดของเสียต่างๆ ออกจากเลือด และรักษาระดับความเข้มข้นของของเหลวและแร่ธาตุต่างๆ ในร่างกาย นอกจากนี้ไตยังมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่มีส่วนสำคัญในการควบคุมความดันโลหิต และการสร้างเม็ดเลือดแดงอีกด้วย

    โดยปกติระดับความเสียหายของไตมีอยู่หลายระดับ ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่รุนแรงถึงขั้นที่เป็นโรคไต หรือเกิดไตวายก็ได้ เช่น ภาวะที่เรียกว่า Renal Insufficiency จะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการสูญเสียหน้าที่การทำงานของไต สัตว์ในภาวะนี้ยังคงมีสภาพภายนอกปกติ แต่ความสามารถในการปรับตัวของร่างกายลดลงเมื่อเกิดความเครียด เช่น การติดเชื้อ ภาวะขาดน้ำ ส่วนภาวะที่เรียกว่า uremia แปลตรงตัวได้ว่ามีปัสสาวะในกระแสเลือด ซึ่งเป็นอาการที่สามารถเห็นได้เมื่อเป็นโรคไตในระยะท้ายๆ หรือจะกล่าวได้ว่าเป็นอาการที่แสดงถึงไตวาย

ภาวะไตวาย (Renal Failure)
    ภาวะไตวายแบ่งออกเป็นไตวายเฉียบพลันและไตวายเรื้อรัง โดยสัตว์จะแสดงอาการเมื่อ 2/3–3/4 ของหน่วยไตทั้ง 2 ข้างสูญเสียการทำงาน โดยภาวะไตวายเฉียบพลันมักมีสาเหตุจากการขาดเลือดหรือการได้รับสารพิษ แล้วส่งผลให้ไตสูญเสียการทำงานในการควบคุมน้ำและสารละลายต่างๆ โดยสารพิษที่ไตได้รับจะขัดขวางการทำงานของเซลล์ที่ไตและทำให้เซลล์เสียหาย และตาย ส่วนภาวะขาดเลือดจะส่งผลให้เซลล์ขาดออกซิเจนและสารตั้งต้นอื่นๆ ในการผลิตพลังงานของเซลล์ เกิดเซลล์บวมและตายในที่สุด นอกจากนี้การได้รับสารพิษหรือการขาดเลือดจะทำให้เส้นเลือดที่ไตหดตัว ซึ่งจะลดการกรองสารที่หน่วยไต ส่วนภาวะไตวายเรื้อรังเกิดในระยะเวลาที่นานเป็นสัปดาห์ เดือน หรืออาจนานเป็นปีจนสัตว์เสียชีวิต ภาวะไตวายเรื้อรังไม่สามารถแก้ไขได้ การรักษาจึงเป็นไปเพื่อลดการทำงานของไต ลดการแสดงอาการและป้องกันความรุนแรงของการเกิดวิการที่ไตไม่ให้เพิ่มขื้น

ภาวะไตวายเฉียบพลัน
สาเหตุ
  1. ได้รับสารพิษต่อไต (Nephrotoxicants) เนื่องจากลักษณะทางกายวิภาคและสรีรวิทยาของไตที่เลือดประมาณ 20 % ของร่างกายต้องผ่านเข้าไต ทำให้มีอัตราเสี่ยงจากสารพิษมากกว่าอวัยวะอื่นๆ ตัวอย่างสารพิษต่อไต เช่น ยาบางชนิด โลหะหนัก ยาฆ่าแมลงและพิษงู
  2. ไตขาดเลือดไปเลี้ยง ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ ภาวะขาดน้ำ การเสียเลือด ความดันเลือดต่ำ ภาวะสลบระดับลึก การติดเชื้อในกระแสเลือด การได้รับยาที่มีฤทธิ์ต่อหลอดเลือดมากเกินไป ปฏิกิริยาหลังการถ่ายเลือด โรคหัวใจ เป็นต้น
  3. โรคที่ไตเองหรือโรคของระบบร่างกาย เช่น โรคฉี่หนู ตับวาย เนื้องอกบางชนิด หน่วยไตอักเสบ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ
อาการ
 อาการที่พบจะไม่เฉพาะเจาะจง โดยมักพบอาการซึม เบื่ออาหารเฉียบพลัน อาเจียน ท้องเสียร่างกายมีภาวะขาดน้ำ มีไข้ ได้กลิ่นยูเรียทางลมหายใจและ/หรือแผลหลุมที่ปากและ/หรือที่ลิ้น ลิ้นอักเสบ ชัก ปัสสาวะผิดปกติ โดยอาจจะไม่ปัสสาวะเลย ปัสสาวะน้อยผิดปกติหรือปัสสาวะมากผิดปกติก็ได้
การตรวจวินิจฉัยโรค
  1. การสอบถามประวัติว่ามีการสัมผัสสารพิษต่อไต หรือเกิดการขาดเลือดจากการอุดตัน
  2. ดูจากอาการปัสสาวะน้อย หรือไม่ปัสสาวะ (Oliguria/Anuria) อาการเด่นที่เจ้าของมักจะนำสัตว์เข้ามาพบสัตวแพทย์ ได้แก่ อาเจียน ซึ่งสัตวแพทย์ต้องทำการยืนยันการวินิจฉัยโดยการตรวจเลือดและปัสสาวะ
  3. การเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าเคมีโลหิต โดยจะพบภาวะที่มีการเพิ่มขึ้นของความเข้มข้นของ Urea Nitrogen, Creatinine และ Nonprotein-Nitrogen Waste ในกระแสเลือด หรือที่เรียกว่า ภาวะ Azotemia และปริมาณฟอสเฟตในกระแสเลือดสูงอย่างเฉียบพลัน
  4. การเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อไตไปตรวจทางจุลพยาธิวิทยา เพื่อหาสาเหตุและความผิดปกติที่เกิดขึ้นการเก็บชิ้นเนื้อ (Renal Biopsy) มักพบการเสื่อมของเซลล์ที่ท่อไตส่วนต้น เซลล์บวม เซลล์ตายแบบ Necrosis แม้ว่าการตรวจจะไม่สามารถบอกได้ถึงสาเหตุของไตวายเฉียบพลันว่าเกิดจากการขาด เลือดหรือการได้รับสารพิษ แต่ลักษณะทางจุลกายวิภาคที่พบมีประโยชน์ต่อการพยากรณ์โรค ซึ่งการพยากรณ์จะช่วยเป็นแนวทางในการรักษาต่อไป โดยหากพบว่าท่อไตมีการเจริญใหม่ การพยากรณ์โรคจะอยู่ในเกณฑ์ดี ในทางกลับกันหากพบการตายของเซลล์ท่อไตเป็นจำนวนมาก เกิดการสะสมของแร่ธาตุบริเวณช่องว่างระหว่างเซลล์ การพยากรณ์โรคไม่ดี
การรักษา
  1. ได้รับสารพิษต่อไต (Nephrotoxicants) เนื่องจากลักษณะทางกายวิภาคและสรีรวิทยาของไตที่เลือดประมาณ 20 % ของร่างกายต้องผ่านเข้าไต ทำให้มีอัตราเสี่ยงจากสารพิษมากกว่าอวัยวะอื่นๆ ตัวอย่างสารพิษต่อไต เช่น ยาบางชนิด โลหะหนัก ยาฆ่าแมลงและพิษงู
  2. ไตขาดเลือดไปเลี้ยง ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ ภาวะขาดน้ำ การเสียเลือด ความดันเลือดต่ำ ภาวะสลบระดับลึก การติดเชื้อในกระแสเลือด การได้รับยาที่มีฤทธิ์ต่อหลอดเลือดมากเกินไป ปฏิกิริยาหลังการถ่ายเลือด โรคหัวใจ เป็นต้น
  3. โรคที่ไตเองหรือโรคของระบบร่างกาย เช่น โรคฉี่หนู ตับวาย เนื้องอกบางชนิด หน่วยไตอักเสบ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ

ภาวะไตวายเรื้อรัง
     ภาวะไตวายเรื้อรังนั้นเกิดในสุนัขและแมวในทุกช่วงอายุ แต่มักตรวจพบเมื่ออายุมาก อายุเฉลี่ยในสุนัขคือ 7 ปี ส่วนในแมวคือ 9 ปี
สาเหตุ
  ภาวะไตวายเรื้อรังนั้นอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่กำเนิด และเกิดขึ้นในหมู่เครือญาติกันเอง หรืออาจจะเกิดขึ้นภายหลังก็ได้ ภาวะไตวายเรื้อรังตั้งแต่กำเนิดนั้นอาจเกิดจากพันธุกรรม เช่น สุนัขพันธุ์ Bull Terrier, German Shepherd, English Cocker Spaniel หรือแมวพันธุ์ Persian ส่วนภาวะไตวายเรื้อรังที่เกิดขึ้นภายหลังนั้นเกิดจากความเสียหายของไตส่วน Glomeruli Tubules Interstitium Vasculature และสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ไตเสียหายโดยไม่สามารถกลับมาทำงานได้ ซึ่งจัดเป็นโรคไตแบบปฐมภูมิ ภาวะไตวายเรื้อรังนั้นเกิดขึ้นจากสาเหตุที่ไม่แน่ชัดทั้งในสุนัขและแมว มักมีความสัมพันธ์กับการเกิดเนื้องอก โรคทางเมตาบอลิซึม การอักเสบ เกิดได้ทั้งในโรคติดเชื้อและโรคไม่ติดเชื้อ โดยเมื่อไตวายจะเกิดเหตุการณ์ 3 อย่าง
  1. องค์ประกอบของหน่วยไต (Glomeruli, Tubules, Peritubular Capillaries และ Interstitial Tissue) ที่ทำงานประสานกัน ถ้ามีอวัยวะใดเสียหายจะเกิดไตวาย
  2. รูปร่าง การทำงานของไตผิดปกติไป
  3. หน่วยไตชุดใหม่ไม่มีการเติบโตขึ้น หรือถูกทำลายจากโรค
  นอกจากนี้สัตว์ที่อายุมาก ความดันโลหิตสูง เป็นโรคเบาหวานหรือมีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ จะมีความเสี่ยงในการเกิดไตวายเรื้อรังเพิ่มขึ้นได้
อาการ
 สัตว์ป่วยมักมีอาการซึม ปัสสาวะบ่อย กินน้ำมากผิดปกติ ตาบอดเฉียบพลัน ชัก และมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นอาการที่แสดงออกโดยปกติและเด่นชัด สัตว์จะเบื่ออาหาร คลื่นเหียน อาเจียน น้ำหนักลด ท้องเสียหรือท้องผูก ขาดสารอาหาร ระบบฮอร์โมนและการเผาผลาญเสื่อมลง และจะเกิดภาวะร่างกายเป็นกรด
การตรวจวินิจฉัยโรค
  1. จากการตรวจร่างกายพบว่าไตมีขนาดเล็กลง ผิวไม่เรียบ ร่างกายขาดน้ำ ผอมโทรม มีแผลในช่องปาก เยื่อเมือกซีด ลมหายใจเหม็น
  2. การเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าความสมบูรณ์ของเลือดและค่าชีวเคมี จะพบภาวะโลหิตจางแบบที่รูปร่างและการติดสีของเม็ดเลือดแดงปกติ เป็นโลหิตจางแบบไม่มีการตอบสนองของไขกระดูก มีภาวะ Azotemia ปริมาณฟอสเฟตในกระแสเลือดสูง Amylase และ Lipase สูง โดยมากจะเกิดแคลเซียมในกระแสเลือดต่ำ แต่ในบางครั้งระดับแคลเซียมก็ไม่แสดงความผิดปกติแต่อย่างใด
  3. การตรวจปัสสาวะพบว่าค่าความถ่วงจำเพาะของปัสสาวะมักต่ำกว่า 1.030 ในสุนัข และต่ำกว่า 1.035 ในแมว นอกจากนี้ยังอาจพบโปรตีนในปัสสาวะ ซึ่งการเสียโปรตีนถ้าเกิดรุนแรงอาจทำให้เกิดร่างกายบวมน้ำ ท้องมาน ปัสสาวะบ่อย ดื่มน้ำบ่อยได้
  4. ขนาดของไตเล็กลง ผิดรูป โดยดูจากการถ่ายภาพทางรังสี หรือการทำอัลตร้าซาวด์
  5. พบภาวะความดันโลหิตสูงจากการวัดความดันโลหิต
  6. การเก็บชิ้นเนื้อเพื่อตรวจทางจุลพยาธิวิทยาบางครั้งอาจช่วยในการวินิจฉัยถึงสาเหตุของโรค
การรักษา
  1. แก้ไขภาวะขาดน้ำและความไม่สมดุลของอิเลตโตรไลท์ในร่างกายด้วยการให้สารน้ำ ทางเส้นเลือดหรือใต้ผิวหนัง สัตวแพทย์อาจสอนให้เจ้าของทำการให้สารน้ำด้วยตัวเองที่บ้าน
  2. การควบคุมอาการอาเจียนมีความจำเป็น
  3. ในกรณีที่มีภาวะโลหิตจางรุนแรง สัตวแพทย์อาจแนะนำให้ฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง
  4. ในรายที่มีความดันสูง ยาลดความดันเลือดก็เป็นสิ่งจำเป็น
  5. การจัดการเรื่องอาหาร โดยควบควบคุมปริมาณโปรตีน ฟอสฟอรัสและโซเดียมในอาหาร เช่น Hill’s Prescription Diet k/d หรือในรายไตวายเรื้อรังระยะท้ายให้ใช้ Hill’s Prescription Diet k/dจัดเตียมน้ำสะอาดให้ตลอดเวลาและเพียงพอ

สพ.ญ. ชื่นสุมน ลิ้มมานนท์
สพ.ญ. สถิตภัค นันทสันติ
เรียบเรียง


แหล่งอ้างอิง
Richard W. Nelson and Guillermo C. Cuto. 1998. Small Animal Internal Medicine. 2nd ed. Pennsylvania.

Rhea V. Morgan, Ronald M, Bright and Margaret S. Swartout. Handbook of Small Animal Practice. 4th ed.

Stephen J. Ettinger, Edward C. Feldman. 2000. Textbook of Veterinary Internal Medicine Disease of the Dog and Cat. 5th ed. W.B. Saunders company. Philadelphia.



 

 

หน้าแรก | บริการ | รู้จักเอแคร์ | สาระน่ารู้ | ถามตอบ | Pet of the Month | ติดต่อเอแคร์

91 ซ. คุ้มเกล้า 11 ถ. คุ้มเกล้า แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กทม. 10510
โทร. 02-5576608-9, 086-3761573 แฟกซ์ 02-5576611
©2008 A Care Hospital